วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท 2544


ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม  นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง
วันเสาร์ ที่  ๓  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๔๔
๑.
๑.๑
กาม  และกามคุณ  มีอธิบายอย่างไร ?

๑.๒
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทั้ง ๕ นี้ เพราะเหตุไรจึงเรียกว่า กามคุณ ?
๑.
๑.๑
กาม ได้แก่ ความใคร่ ความน่าปรารถนา ความพอใจ แบ่งเป็น
กิเลสกาม  และวัตถุกาม
ส่วนกามคุณ ได้แก่อารมณ์ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มี รูป  เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ  ซึ่งเป็นวัตถุกามนั่นเอง

๑.๒
เพราะเป็นกลุ่มแห่งกาม  และเป็นสิ่งที่ให้เกิดความสุข  ความพอใจได้
๒.
๒.๑
คำว่า  อธิปเตยยะ  แปลว่าอะไร ?  มีอะไรบ้าง ?

๒.๒
บุคคลผู้ถือความถูกต้องเป็นใหญ่ ทำด้วยอำนาจเมตตา กรุณา เป็นต้น
จัดเข้าในอธิปเตยยะข้อไหนได้หรือไม่ ?
๒.
๒.๑
แปลว่า  ความเป็นใหญ่  มี  ๓  คือ 
           ๑) อัตตาธิปเตยยะ  ความมีตนเป็นใหญ่
           ๒) โลกาธิปเตยยะ  ความมีโลกเป็นใหญ่
           ๓) ธัมมาธิปเตยยะ  ความมีธรรมเป็นใหญ่

๒.๒
จัดเข้าในธัมมาธิปเตยยะได้
๓.
๓.๑
ปาฏิหาริย์คืออะไร ? พระพุทธเจ้าทรงยกย่องปาฏิหาริย์อะไรว่าเป็นอัศจรรย์ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์อื่น ?

๓.๒
พุทธจริยา  และพุทธิจริต  ต่างกันอย่างไร ?
๓.
๓.๑
คือ การกระทำที่ให้บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์ ทรงยกย่องอนุสาสนีปาฏิหาริย์ว่าเป็นอัศจรรย์ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์อื่น

๓.๒
พุทธจริยา  คือพระจริยาของพระพุทธเจ้า
พุทธิจริต  คือผู้มีความรู้เป็นปกติ
๔.
๔.๑
กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา เพราะเหตุไรจึงเรียกว่า โอฆะ โยคะ อาสวะ ?

๔.๒
กิจในอริยสัจแต่ละอย่างนั้นมีอะไรบ้าง ?
๔.
๔.๑
เรียกว่า  โอฆะ  เพราะเป็นดุจกระแสน้ำอันท่วมใจสัตว์
เรียกว่า  โยคะ  เพราะประกอบสัตว์ไว้ในภพ
เรียกว่า  อาสวะ  เพราะเป็นสภาพหมักหมมอยู่ในสันดาน

๔.๒
มี  ๔  คือ
           ๑) ปริญญา  กำหนดรู้ทุกขสัจ
           ๒) ปหานะ  ละสมุทัยสัจ
           ๓) สัจฉิกรณะ  ทำให้แจ้งนิโรธสัจ
           ๔) ภาวนา  ทำมัคคสัจให้เกิด
๕.
๕.๑
กรรมฝ่ายอกุศลจัดเป็นมารอะไรในมาร ๕  ?  เพราะเหตุไรจึงได้ชื่อว่ามาร ?

๕.๒
สุทธาวาสมีกี่ชั้น ?  อะไรบ้าง ?  เป็นที่เกิดของใคร ?
๕.
๕.๑
จัดเป็นอภิสังขารมาร,  ที่ได้ชื่อว่ามารเพราะทำให้เป็นผู้ทุรพล

๕.๒
มี  ๕  ชั้นคือ
           ๑) อวิหา
           ๒) อตัปปา
           ๓) สุทัสสา
           ๔) สุทัสสี
           ๕) อกนิฏฐา
         เป็นที่เกิดของพระอนาคามี
๖.
๖.๑
อัญญสัตถุทเทสคืออะไร ?  หมายถึงผู้ประพฤติเช่นไร ?

๖.๒
อัญญสัตถุทเทสต่างจากสังฆเภทอย่างไร ?
๖.
๖.๑
คือถือศาสดาอื่น  หมายถึงภิกษุผู้ไปเข้ารีตเดียรถีย์ คือหันเหไปนับถือศาสนาอื่นทั้งที่ยังถือเพศบรรพชิตอยู่  ต้องห้ามมิให้อุปสมบทอีก

๖.๒
ต่างกัน คืออัญญสัตถุทเทสนั้น ละทิ้งศาสนาเดิมของตน เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น  แต่ไม่ทำลายพวกเดิมของตน
ส่วนสังฆเภทนั้น ยังอยู่ในศาสนาเดิมของตน  แต่ทำลายพวกตนเองให้แตกแยกเป็นพรรคเป็นพวก
๗.
๗.๑
อะไรเรียกว่า  อนุสัย ?  เพราะเหตุไรจึงได้ชื่อเช่นนั้น ?

๗.๒
การจ้องตาต่อตากับหญิงสาวแล้วชื่นใจ จัดเป็นเมถุนสังโยคได้หรือไม่ ? เพราะเหตุไร ?
๗.
๗.๑
กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน เรียกว่าอนุสัย  เพราะกิเลสทั้ง ๗  อย่างล้วนเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน บางทีไม่แสดงอาการที่แท้จริงออกมาให้ปรากฏ ต่อเมื่อมีอารมณ์ภายนอกอย่างใดอย่างหนึ่งมายั่วยวน ก็แสดงออกมาให้ปรากฏและทำจิตให้ขุ่นมัว  เมื่อไม่มีอารมณ์มายั่วยวน ก็นอนสงบนิ่งอยู่ประหนึ่งว่าเป็นผู้ไม่มีกิเลส  เป็นอยู่เช่นนี้  จึงได้ชื่อว่าอนุสัย

๗.๒
ได้  เพราะอาการเช่นนั้นอิงอาศัยกาม
๘.
๘.๑
พระพุทธคุณ  บทว่า  อรหํ  แปลว่าอย่างไรได้บ้าง ?

๘.๒
พระสงฆ์ดีอย่างไร  จึงจัดว่าเป็นนาบุญของโลก ?
๘.
๘.๑
แปลว่า    เป็นผู้เว้นไกลจากกิเลสและบาปธรรม 
           เป็นผู้หักกำแห่งสังสารจักร
           เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอนเขา 
           เป็นผู้ควรรับความเคารพนับถือของเขา
           เป็นผู้ไม่มีข้อลับ ไม่ได้ทำความเสียหายอันจะพึงซ่อนเพื่อ
           มิให้คนอื่นรู้

๘.๒
พระสงฆ์เป็นผู้บริสุทธิ์  ทักขิณาที่บริจาคแก่ท่าน ย่อมมีผลานิสงส์
ดุจนาที่มีดินดีและไถดี พืชที่หว่านที่ปลูกลงย่อมเผล็ดผลไพบูลย์ จึง
ชื่อว่านาบุญของโลก
๙.
๙.๑
กรรมหมายถึงการกระทำเช่นไร ?

๙.๒
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม  และอุปปัชชเวทนียกรรม  คือกรรมเช่นไร ?
๙.
๙.๑
หมายถึงการกระทำทางกาย วาจา ใจ ที่มีเจตนาจงใจทำ เป็นได้
ทั้งฝ่ายดี  ฝ่ายชั่วหรือเป็นกลาง ๆ

๙.๒
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม  คือกรรมให้ผลในภพปัจจุบัน
อุปปัชชเวทนียกรรม  คือกรรมให้ผลในภพที่จะเกิดถัดไป
๑๐.
๑๐.๑
สัทธรรมในจรณะ ๑๕ คืออะไรบ้าง ?

๑๐.๒
พาหุสัจจะ  ความเป็นผู้ได้ฟังมาก  หมายถึงฟังอะไร ?  ประกอบด้วยองค์เท่าไร ?  อะไรบ้าง ?
๑๐.
๑๐.๑
คือ        สัทธา  ความเชื่อ
          หิริ  ความละอายแก่ใจ
           โอตตัปปะ  ความเกรงกลัวผิด
           พาหุสัจจะ  ความเป็นผู้ได้ฟังมาก
           วิริยะ  ความเพียร
           สติ  ความระลึกได้
           ปัญญา  ความรอบรู้

๑๐.๒
หมายถึงฟังธรรม ซึ่งไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ประกอบด้วยอรรถ ด้วยพยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ประกอบด้วยองค์  ๕  คือ
          ๑) พหุสฺสุตา  ได้ยินได้ฟังมาก
           ๒) ธตา  ทรงจำได้
           ๓) วจสา  ปริจิตา  ท่องไว้ด้วยวาจา
           ๔) มนสานุเปกฺขิตา  เอาใจจดจ่อ
           ๕) ทิฏฺฐิยา  สุปฏิวิทฺธา  ขบด้วยทิฏฐิ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น