วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

วินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท 2543


ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ  นักธรรมชั้นโท
สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓
วันเสาร์ ที่  ๑๘  พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓
------------------------------
๑.
๑.๑
สิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์เรียกว่าอะไร ?  ทรงบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์อะไร ?

๑.๒
กายบริหาร ข้อที่ ๓ และข้อที่ ๗ มีความว่าอย่างไร ?
๑.
๑.๑
เรียกว่า อภิสมาจาร ทรงบัญญัติไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของภิกษุ และเพื่อความงามของพระศาสนา เช่นเดียวกับตระกูลใหญ่ จำต้องมีขนบธรรมเนียมและระเบียบไว้รักษาเกียรติและความเป็นผู้ดีของตระกูล

๑.๒
มีความว่าดังนี้


ข้อที่  ๓  อย่าพึงไว้เล็บยาว การขัดมลทินหรือแคะมูลเล็บเป็นกิจควรทำ


ข้อที่ ๗ อย่าพึงแต่งเครื่องประดับต่างๆ เช่น ตุ้มหู สายสร้อยและแหวน    เป็นต้น
๒.
๒.๑
บาตรที่ทรงอนุญาตมีกี่ชนิด ? อะไรบ้าง ?  บาตรแสตนเลสจัดเข้าในชนิดไหน ?

๒.๒
บาตรที่ทรงห้ามมีกี่ชนิด ?  อะไรบ้าง ?
๒.
๒.๑
มี ๒ ชนิด คือ ๑ บาตรดินเผา ๒ บาตรเหล็ก บาตรแสตนเลสจัดเข้าในบาตรเหล็ก

๒.๒
มี ๑๑ ชนิด คือ ๑ บาตรทอง  ๒ บาตรเงิน  ๓ บาตรแก้วมณี  ๔ บาตรแก้วไพฑูรย์ ๕ บาตรแก้วผลึก  ๖ บาตรแก้วหุง  ๗ บาตรทองแดง  ๘ บาตรทองเหลือง  ๙ บาตรดีบุก  ๑๐ บาตรสังกะสี  ๑๑ บาตรไม้
๓.
๓.๑
นิสัยคืออะไร ? เหตุให้นิสัยระงับมีเท่าไร ?  อะไรบ้าง ?

๓.๒
ภิกษุเช่นไรควรได้นิสัยมุตตกะ ?
๓.
๓.๑
นิสัย คือ กิริยาที่พึ่งพิงของสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก ต่อพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์
เหตุให้นิสัยระงับจากพระอุปัชฌาย์ มี ๕ คือ ๑ หลีกไปเสีย  ๒ สึกเสีย            ๓ ตายเสีย  ๔ ไปเข้ารีตเดียรถีย์  ๕ สั่งบังคับ

ส่วนเหตุให้นิสัยระงับจากพระอาจารย์ เพิ่มอีก ๑ ข้อ คือ อันเตวาสิกรวมเข้ากับพระอุปัชฌาย์ของเธอ

๓.๒
ภิกษุผู้ควรได้นิสัยมุตตกะ คือ
     ๑) เป็นผู้มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ สติ
     ๒) เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล อาจาระ ความเห็นชอบ เคยได้ยินได้ฟัง
          มามาก มีปัญญา
     ๓) รู้จักอาบัติ มิใช่อาบัติ อาบัติเบา อาบัติหนัก จำพระปาฏิโมกข์ได้
         แม่นยำ ทั้งมีพรรษาพ้น ๕
๔.
๔.๑
วัตรคืออะไร ?  มีกี่อย่าง ?  อะไรบ้าง ?

๔.๒
วัตถุอนามาสคืออะไร ?  มีอะไรบ้าง ?
๔.
๔.๑
วัตรคือแบบอย่างอันภิกษุควรประพฤติในกาลนั้น ๆ ในที่นั้น ๆ ในกิจนั้น ๆ แก่บุคคลนั้น ๆ มี ๓ อย่าง คือ  ๑ กิจวัตร   ๒ จริยาวัตร   ๓ วิธิวัตร

๔.๒
วัตถุอนามาส คือวัตถุไม่ควรจับต้อง มีดังนี้


     ๑) ผู้หญิง รวมทั้งเครื่องแต่งกาย ทั้งรูปที่ทำมีสัณฐานเช่นนั้น และ
          ดิรัจฉานตัวเมีย
     ๒) ทอง เงิน และรัตนะ
     ๓) ศัสตราวุธ
     ๔) เครื่องดักสัตว์
     ๕) เครื่องประโคมทุกอย่าง
     ๖) ข้าวเปลือก และผลไม้อันเกิดอยู่ในที่
๕.
๕.๑
กิจอันสงฆ์จะพึงทำก่อนสวดปาฏิโมกข์มีกี่อย่าง ?  อะไรบ้าง ?

๕.๒
สงฆ์สวดปาฏิโมกข์อยู่ ภิกษุอื่นมาถึง หรือมาถึงเมื่อสวดจบแล้ว พึงปฏิบัติ
อย่างไร ?
๕.
๕.๑
มี ๙ อย่างคือ ๑ กวาดโรงอุโบสถ   ๒ ตามประทีป   ๓ ปูอาสนะ 
๔ ตั้งน้ำฉันน้ำใช้  ๕ นำปาริสุทธิของภิกษุผู้เจ็บไข้มา   ๖ นำฉันทะ
ของเธอมาด้วย    ๗ บอกฤดู   ๘ นับภิกษุ   ๙ สั่งสอนนางภิกษุณี

๕.๒
พึงปฏิบัติอย่างนี้ คือ ถ้าภิกษุมาใหม่มากกว่าภิกษุที่ประชุมกันอยู่ ต้องสวดตั้งต้นใหม่  ถ้าเท่ากันหรือน้อยกว่า ส่วนที่สวดไปแล้วก็แล้วกันไป ให้ภิกษุที่มาใหม่ฟังส่วนที่ยังเหลืออยู่ต่อไป ถ้ามาเมื่อสวดจบแล้ว แม้มากกว่า ก็ไม่ต้องสวดซ้ำอีก ให้ภิกษุที่มาใหม่บอกปาริสุทธิในสำนักภิกษุ     ผู้สวดผู้ฟังปาฏิโมกข์แล้ว
๖.
๖.๑
ความรู้อะไรบ้างที่จัดเป็นดิรัจฉานวิชา ?

๖.๒
ภิกษุประพฤติเช่นไรเรียกว่าทำศรัทธาไทยให้ตกไป ?
๖.
๖.๑
ความรู้ที่จัดเป็นดิรัจฉานวิชา คือ


     ๑) ความรู้ในทางทำเสน่ห์
     ๒) ความรู้ในทางทำให้ผู้นั้นผู้นี้ถึงความวิบัติ
     ๓) ความรู้ในทางใช้ภูตผีอวดฤทธิ์เดชต่าง ๆ
     ๔) ความรู้ในทางทำนายทายทัก
     ๕) ความรู้อันทำให้หลงงมงาย เช่น หุงปรอท

๖.๒
ภิกษุรับของที่เขาถวาย เพื่อเกื้อกูลแก่พระศาสนาแล้ว ไม่บริโภค แต่ กลับนำไปให้แก่คฤหัสถ์เสีย ทำให้ผู้บริจาคเสื่อมศรัทธา เช่นนี้เรียกว่า ทำศรัทธาไทยให้ตกไป (ยกเว้น อนามัฏฐบิณฑบาต ทรงอนุญาตพิเศษ ให้แก่มารดาบิดาได้)
๗.
๗.๑
อเนสนาได้แก่อะไร ?  มีอะไรบ้าง ?

๗.๒
การทำวิญญัติคือการทำอย่างไร ?  จัดเข้าในอุปปถกิริยาประเภทไหน ?
๗.
๗.๑
อเนสนาได้แก่ กิริยาแสวงหาเลี้ยงชีพในทางไม่สมควร แสดงโดยเค้ามี ๒ อย่างคือ


     ๑) การแสวงหาเป็นโลกวัชชะ มีโทษทางโลก
     ๒) การแสวงหาเป็นปัณณัตติวัชชะ มีโทษทางพระบัญญัติ

๗.๒
การทำวิญญัติ คือ การออกปากขอของต่อบุคคลที่ไม่ควรขอ หรือในเวลาที่ไม่ควรขอ  เช่น ขอต่อคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา ขอในยามปกติที่มิได้ทรงอนุญาต เป็นต้น จัดเข้าในอุปปถกิริยาประเภทอเนสนา
๘.
๘.๑
จงให้ความหมายของคำว่า   กาลิก   ยาวกาลิก   ยามกาลิก   สัตตาหกาลิก ยาวชีวิก

๘.๒
น้ำอ้อยเป็นกาลิกอะไร ?
๘.
๘.๑
กาลิก คือของที่จะพึงกลืนให้ล่วงลำคอลงไป
ยาวกาลิก คือของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว ตั้งแต่เช้าชั่วเที่ยงวัน
ยามกาลิก คือของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว คือ ๑ วัน กับ ๑ คืน
สัตตาหกาลิก คือของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว ๗ วัน
ยาวชีวิก คือของที่ให้บริโภคได้เสมอ ไม่จำกัดกาล

๘.๒
ถ้าเป็นน้ำอ้อยสด จัดเป็นยามกาลิก
ถ้าเป็นน้ำอ้อยเคี่ยวจนแข้นแข็ง จัดเป็นสัตตาหกาลิก
๙.
๙.๑
อุกเขปนียกรรม สงฆ์ควรทำแก่ภิกษุผู้ประพฤติเช่นไร ?

๙.๒
อธิษฐาน (บริขาร) มีกี่อย่าง ?  อะไรบ้าง ?
๙.
๙.๑
ควรทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้วไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติ ที่เรียกว่า ไม่เห็นอาบัติ หรือยอมรับว่าเป็นอาบัติแต่ไม่แสดง ที่เรียกว่า ไม่ทำคืนอาบัติ

๙.๒
มี ๒ อย่างคือ


     ๑) อธิษฐานด้วยกาย คือเอามือลูบบริขารที่จะอธิษฐานนั้นเข้า
          ทำความผูกใจตามคำอธิษฐาน
     ๒) อธิษฐานด้วยวาจา คือลั่นคำอธิษฐานนั้น ไม่ถูกของด้วยกายก็ได้
๑๐.
๑๐.๑
สมบัติของภิกษุในทางพระวินัยมีเท่าไร ?  อะไรบ้าง ?

๑๐.๒
ภิกษุประพฤติเช่นไร ได้ชื่อว่า โคจรวิบัติ ?
๑๐.
๑๐.๑
มี ๔ คือ
     ๑) สีลสมบัติ    
     ๒) อาจารสมบัติ    
     ๓) ทิฏฐิสมบัติ    
     ๔) อาชีวสมบัติ

๑๐.๒
ภิกษุไปสู่บุคคลก็ดี สถานที่ก็ดี อันภิกษุไม่ควรไป คือ  หญิงแพศยา ๑     หญิงหม้าย ๑   สาวเทื้อ ๑   ภิกษุณี ๑  บัณเฑาะก์ ๑ ร้านสุรา ๑ ได้ชื่อว่า โคจรวิบัติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น