วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

วิชาธรรม นักธรรมชั้นเอก 2546


ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม  นักธรรมชั้นเอก
สอบในสนามหลวง
พ.ศ. ๒๕๔๖

 

๑.
บาลีแสดงปฏิปทาแห่งนิพพิทาว่า  เย  จิตฺตํ  สญฺญ เมสฺสนฺติ  โมกฺขนฺติ  มารพนฺธนา  ผู้ใดสำรวมจิต ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร

๑.๑
คำว่า  “ บ่วงแห่งมาร ”  ได้แก่อะไร ?

๑.๒
อาการสำรวมจิต คืออย่างไร ?
๑.
๑.๑
ได้แก่วัตถุกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่ น่าปรารถนา น่าชอบใจ ฯ

๑.๒
อาการสำรวมจิตมี ๓ ประการ คือ
      ๑) สำรวมอินทรีย์มิให้ความยินดีครอบงำ ในเมื่อเห็นรูป ฟังเสียง ดม
          กลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา
      ๒) มนสิการกัมมัฏฐานอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันท์ คือ อสุภและ
          กายคตาสติ หรืออันยังจิตให้สลด คือมรณสติ
      ๓) เจริญวิปัสสนา คือพิจารณาสังขารแยกออกเป็นขันธ์ สันนิษฐาน
          เห็นเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ฯ
๒.
๒.๑
นิพัทธทุกข์ หมายถึงทุกข์อย่างไร ?

๒.๒
ในทุกข์ ๑๐ อย่าง ความร้อนใจ หรือความถูกลงอาชญา จัดเป็นทุกข์เช่นไร ?
๒.
๒.๑
หมายถึง ทุกข์เนืองนิตย์ หรือทุกข์เป็นเจ้าเรือน ได้แก่ หนาว ร้อน หิว ระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ฯ

๒.๒
จัดเป็นวิปากทุกข์ ฯ

๓.
๓.๑

ในวิมุตติ ๕ อย่างไหนเป็นโลกิยะ อย่างไหนเป็นโลกุตตระ ?


๓.๒
พระบาลีว่า  “ ปญฺญาย  ปริสุชฺฌติ   บุคคลย่อมหมดจดด้วยปัญญา ”  มีอธิบายอย่างไร ?
๓.
๓.๑
ตทังควิมุตติ  วิกขัมภนวิมุตติ  เป็นโลกิยะ
สมุจเฉทวิมุตติ  ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ  นิสสรณวิมุตติ  เป็นโลกุตตระ ฯ

๓.๒
มีอธิบายว่า บุคคลทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง
ความหมดจดและความเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตน คนอื่นยังคนอื่นให้หมดจดหาได้ไม่ ฯ
๔.
เนื้อความในภารสูตรว่า  “ ปลงภาระอันหนักเสียแล้ว ไม่ถือเอาภาระอันอื่น ”  ถามว่า

๔.๑
คำว่า  “ ภาระอันหนัก ”  ได้แก่อะไร ?

๔.๒
การถือและการปลงภาระอันหนักนั้น หมายถึงอะไร ?
๔.
๔.๑
ได้แก่ ปัญจขันธ์ ฯ

๔.๒
การถือ หมายถึง การถือด้วยอุปาทาน การปลง หมายถึง การถอนอุปาทาน ฯ
๕.
๕.๑

คติ คือภูมิเป็นที่ไปของสัตว์ผู้ตายแล้ว เป็นอย่างไร ?


๕.๒
มีบาลีแสดงอุทเทสเกี่ยวกับคตินั้น ว่าอย่างไร ?
๕.
๕.๑
เป็น ๒ คือ ทุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างชั่ว ๑ สุคติ ภูมิเป็นที่ไปข้างดี ๑ ฯ

๕.๒
มีบาลีแสดงอุทเทสว่า ดังนี้
      ๑) จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
          เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง 
      ๒) จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา
          เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฯ

๖.
๖.๑
พระบรมศาสดาทรงชักนำบุคคลให้บำเพ็ญสมาธิ เพราะทรงเห็นประโยชน์อย่างไร ?

๖.๒
พระพุทธจรรยาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการทรงแสดงธรรมเร้าใจนั้น ด้วยอาการอย่างไรบ้าง ?
๖.
๖.๑
เพราะทรงเห็นว่า จิตใจของบุคคลเมื่อได้อบรมดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ ย่อมรู้เห็นตามเป็นจริง ดังพระบาลีว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ตามเป็นจริง ฯ

๖.๒
ด้วยอาการ ๔ คือ
      ๑. สนฺทสฺสนา    อธิบายให้เห็นแจ่มแจ้ง ให้เข้าใจชัด
      ๒. สมาทปนา    ชวนให้มีแก่ใจสมาทาน คือทำตาม
      ๓. สมุตฺเตชนา   ชักนำให้เกิดอุตสาหะอาจหาญเพื่อจะทำ
      ๔. สมฺปหํสนา    พยุงให้ร่าเริงในอันทำ ฯ
๗.
๗.๑

บุคคลในโลกนี้ เมื่อจัดตามจริต มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?


๗.๒
นิวรณ์ ๕ อย่างไหนสงเคราะห์เข้าในจริตอะไร ?
๗.
๗.๑
มี ๖ ประเภท คือ
      คนราคจริต ๑
      คนโทสจริต ๑
      คนโมหจริต ๑
      คนสัทธาจริต ๑
      คนพุทธิจริต ๑
      คนวิตักกจริต ๑ ฯ



๗.๒
      กามฉันท์         สงเคราะห์เข้าในราคจริต 
      พยาบาท         สงเคราะห์เข้าในโทสจริต
      ถีนมิทธะ         สงเคราะห์เข้าในโมหจริต 
      อุทธัจจกุกกุจจะ สงเคราะห์เข้าในวิตักกจริต 
      วิจิกิจฉา          สงเคราะห์เข้าในโมหจริต ฯ
๘.
๘.๑
ปริยัติธรรม หมายถึงอะไร ?  ที่ได้ชื่ออย่างนั้นเพราะเหตุไร ?

๘.๒
ธรรมทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ มีคุณโดยย่ออย่างไร ?
๘.
๘.๑
หมายถึง พุทธวจนะทั้งสิ้น ฯ ที่ได้ชื่อว่าปริยัติธรรม   เพราะเป็นธรรมต้อง
เล่าเรียนศึกษาให้รู้รอบคอบด้วยดี ฯ

๘.๒
มีคุณโดยย่ออย่างนี้
      ปริยัติธรรม    มีคุณคือ ให้รู้วิธีบำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา
      ปฏิบัติธรรม    มีคุณคือ ทำกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์จนบรรลุ
                       มรรค ผล นิพพาน
      ปฏิเวธธรรม    คือ  มรรค ผล นิพพาน     มรรคผลนั้น   มีคุณคือ ละกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน   ส่วนนิพพาน  มีคุณคือ   ดับเพลิงกิเลสและกองทุกข์ได้ทั้งหมด ฯ
๙.
๙.๑

ความกำหนดรู้อย่างไร จัดเป็นลักษณะของวิปัสสนาภาวนา  ?


๙.๒
ผู้เจริญวิปัสสนาภาวนา พึงรู้ฐานะทั้ง ๖ ก่อน ฐานะทั้ง ๖ นั้น คืออะไรบ้าง ?
๙.
๙.๑
ความกำหนดรู้ว่า สังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา เป็นลักษณะของวิปัสสนาภาวนา ฯ

๙.๒
ฐานะทั้ง ๖ คือ
      อนิจจะ           ของไม่เที่ยง ๑
      อนิจจลักษณะ   เครื่องหมายที่จะกำหนดรู้ว่าไม่เที่ยง ๑
      ทุกขะ            ของที่สัตว์ทนยาก ๑
      ทุกขลักษณะ     เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่าเป็นทุกข์ ๑
      อนัตตา           สภาวะมิใช่ตัวมิใช่ตน ๑
      อนัตตลักษณะ   เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่าเป็นอนัตตา ๑ ฯ
๑๐.
๑๐.๑
พระคิริมานนท์หายจากอาพาธหนัก เพราะฟังธรรมอะไร ? ใครเป็นผู้แสดง ?

๑๐.๒
ข้อว่า  “ สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจสญฺญา ความจำหมายความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ”  มีใจความว่าอย่างไร ?
๑๐.
๑๐.๑
เพราะฟังคิริมานนทสูตร ฯ พระอานนทเถระ เป็นผู้แสดง ฯ

๑๐.๒
มีใจความว่า  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมระอา ย่อมเกลียดชัง แต่สังขารทั้งปวง ฯ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น